ดาโกะบล็อกไทย เรื่องราวสัพเพเหระของสตาฟฟ์ไทยหัวใจดาโกะ
ตั้งแต่สากกะเบือเปื้อนปลาร้ายันเรือรบยามาโมโต้!!!
| พิเศษ คิวชู! | 08/Feb/2010 |
ต้มแซ่บฮากาตะ
.
หลุดออกมาจากร้านยะไต้ได้สักพัก แต่เรายังไม่อยากกลับ ยังอยากหาอะไรใส่ท้องต่ออีกหน่อย สำหรับท้องมารอย่างเรา ราเมนชามเดียวจะไปพอยาไส้อะไร
.
อากาศหนาวๆ แบบนี้มันต้องต่อด้วยอะไรที่มันร้อนๆ เผ็ดๆ หน่อย ประมาณต้มแซ่บอะไรอย่างนี้
.
โอเค งั้นเดี๋ยวเราไปกินต้มแซ่บกัน !
.
ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก ต้มแซ่บ แบบที่บ้านเราชอบกินชอบซดกันตามร้านลาบข้างทางนั่นแหละ
แต่เป็นต้มแซ่บแบบชาวฮากาตะนะ
.
ต้มแซ่บฮากาตะ หรือหม้อไฟเครื่องใน หรือภาษาญี่ปุ่นที่เรียกว่า “มทสึนาเบะ” เป็นอาหารเลื่องชื่อของชาวฮากาตะมานานนมแล้ว แต่เริ่มเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นก็ช่วง 20 ปีที่แล้วนี่เอง (ค.ศ.1990)
.
ยามค่ำคืนในฮากาตะ คุณสามารถหาร้านมทสึนาเบะได้ทั่วไป โดยเฉพาะในเทนจินหรือย่านนาคาสุ
.
หากเป็น มทสึนาเบะ ในแบบดั้งเดิมของชาวฮากาตะ จะใส่เครื่องในของวัวเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างพวกกระเพาะ ไส้ ตับ ฯลฯ ส่วนผักสดก็จะเน้นเป็นกระหล่ำปลีกับกุยช่าย
.
แต่ช่วงหลังๆ มีการปรับและประยุกต์ใช้เนื้ออย่างอื่นมาใส่แทน สำหรับคนที่ไม่นิยมชมชอบเครื่องในวัวหรือเนื้อวัว คุณอาจจะสั่งเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือไม่ก็พวกซีฟู้ดอย่างเนื้อปู เนื้อกุ้ง มาใส่แทนก็แซ่บไม่แพ้กัน
.
สำหรับน้ำซุปที่ใช้ทำมทสึนาเบะ โดยทั่วไปจะใช้น้ำซุปจากคัตสึโอะบุชิ (ปลาคัตสึโอะแห้งที่เป็นก้อนแข็ง เวลากินจะน้ำมาขูดให้เป็นแผ่นกับอุปกรณ์ที่คล้ายๆ กับกบไสไม้) หรือไม่ก็น้ำซุปจากสาหร่ายคอนบุ มาต้มกับเหล้าสาเก ปรุงรสชาติด้วยกระเทียม พริกป่น และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่ว่าจะเป็นสูตรเฉพาะของร้านไหน จากนั้นจึงนำไปปรุงด้วยมิโสะหรือไม่ก็โชวยุอีกที กลายเป็นน้ำซุปสองแบบให้เลือกทาน
.
บางร้านก็มีการประยุกต์เอากิมจิแบบเกาหลีมาใส่ให้มีสีสันรสชาติเข้มข้นขึ้นอีกนิด ติดรสเผ็ดเปรี้ยวของกิมจิเพิ่มเข้ามา ก็ดูน่ากินไม่น้อย
.
หลังจากเดินผ่านมาหลายร้าน สุดท้ายเราเลือกเอาร้านนี้ ร้านโชวคิ
.
.
ป้ายหน้าร้านบอกไว้ มทสึนาเบะหม้อไฟเครื่องในวัวราคาแค่หม้อละ 590 เยน
.
.
ที่เมนูบอกเราว่าหนึ่งหม้อสำหรับ 2-3 คน เรามา 2-3 เหมือนกัน แต่ขอสั่งต้มแซ่บหม้อไฟสูตรดั้งเดิมทั้งสองหม้อเลยแล้วกัน ไม่ได้ตะกละ แต่เพราะอยากลองกินชิมน้ำซุปทั้งสองแบบดู จะได้เอามาเปรียบเทียบกันได้ไง (เป็นข้ออ้างที่ไม่ค่อยน่าเกลียดเท่าไร)
.
พนักงานวางเตาแก๊สกับหม้อไฟตรงหน้า พร้อมทั้งเอาเครื่องต่างๆ ทั้งเครื่องในและผักสดมาวางไว้ให้ อารมณ์เดียวกับร้านจิ้มจุ่มบ้านเรายังไงยังงั้น
.
ด้วยความที่พวกเราพอจะมีหัวทางด้านศิลปะอยู่แล้ว เลยช่วยกันจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ลงหม้อได้อย่างสวยงามมากๆ ( -_-'' )
.
หม้อแรกชื่อผลงาน มทสึนาเบะซุปมิโสะ หมายเลขศูนย์
.
.
หม้อที่สองชื่อผลงาน มทสึนาเบะซุปโชวยุ หมายเลขศูนย์จุดหนึ่ง
.
ระหว่างที่กำลังรอหม้อเดือด หันไปเห็นสาวญี่ปุ่นในชุดทำงานที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ล้อมวงกันนั่งกินต้มแซ่บ แกล้มโชวจูไปด้วยดูเข้าท่าดีชะมัด เราเลยเลียนแบบบ้าง สั่งแอลกอฮอล์อุ่นๆ กับเบียร์สดแก้วใหญ่มากินคู่กับหม้อไฟด้วยดีกว่า เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก...
.
บนเมนูมีเกร็ดความรู้เขียนบอกไว้ หม้อไฟแบบดั้งเดิมของชาวฮากาตะมีสรรพคุณเป็นเหมือนอาหารบำรุงสวย ช่วยให้ผิวพรรณดี มีน้ำมีนวล ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี รู้สึกสดชื่น
.
มิน่า ! ถึงได้เห็นสาวๆ มานั่งล้อมวงกันกินหม้อไฟให้พรึ่บไปหมด
และทันทีที่น้ำซุปเดือดปุดๆ แล้ว แร้งก็ลงทันที
.
รสชาติโดยรวมของทั้งสองซุปจะให้อารมณ์หวานๆ เผ็ดๆ แต่ก็กลมกล่อมดีทั้งคู่
.
มทสึนาเบะซุปมิโสะจะมีรสชาติที่เผ็ดร้อนและเค็มกว่ามทสึนาเบะซุปโชวยุหน่อยหนึ่ง
เครื่องในต่างๆ ก็เหนียวนุ่ม หนุบหนับเคี้ยวเพลินกำลังดี ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย
ผักสดกรุบกรอบก็เพิ่มความหวานฉ่ำและตัดเลี่ยนให้กับหม้อได้ดีทีเดียว
.
แม้จะเป็นคนไทยที่คุ้นเคยกับอาหารรสเผ็ดอยู่แล้ว แต่พวกเรากลับเทใจไปให้น้ำซุปโชวยุมากกว่า ด้วยความที่รู้สึกว่ามันลงตัวกำลังดี น้ำซุปหอมอร่อย
.
ซดต้มแซ่บร้อนๆ ไปด้วย ตบด้วยเบียร์เย็นๆ ไปด้วย สบายใจจังเล้ย !
ส่งท้ายค่ำคืนอันหนาวเหน็บ อุณหภูมิประมาณ 0 องศา ด้วยความเผ็ดร้อนของหม้อไฟในแบบฮากาตะแท้ๆ
.
ช่วยทำให้พุงนิ่มๆ ของเราอุ่นขึ้นได้ โดยไม่ต้องพกกระเป๋าน้ำร้อน...
.

いつもKMTをご利用頂きまして、誠にありがとうございます。さて、当社オンライン予約システムが新しくなりましたので、その操作方法を、動画にてご案内させて頂きます。